วันอาทิตย์ ที่ 17 เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2560 เวลา 15:14:25 จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ 11272266 ครั้ง
** ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซด์ข่าวสารส่วนภูมิภาคที่ทันเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง **
ชลบุรี
ดูหนัง
ฟังเพลง
  แกรมมี่
บริการข้่อมูลด
  ตรวจผลสลากกินแบ่ง
  ตรวจผลสลากออมสิน
  รหัสไปรษณีย์ไทย
  ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
เวปไซต์ น่าสนใจ
ดูทีวีออนไลน์
  หลากหลายช่อง (เลือก
หนังสือพิมพ์
  คมชัดลึก
  ข่่าวสด
  บ้านเมือง
  แนวหน้า
  ไทยโพสต
  ฐานเศรษฐกิจ
  ประชาชาต
  ข่าวย่อย
 

          ทัณฑสถานหญิงชลบุรี พัฒนาฝีมือแรงงานผู้ต้องขังหญิง
นางโสภิต โหมดม่วง ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงชลบุรี เปิดเผยว่า ทัณฑสถานหญิงชลบุรี ได้ดำเนินการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง โดยการส่งเสริมให้ความรู้และฝึกวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เช่น การเย็บจักรอุตสาหกรรม การประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ การถักโครเซต์ และการปักเลื่อม-มุก ลงบนพื้นผ้า เพื่อได้นำไปประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษได้
ทัณฑสถานหญิงจังหวัดชลบุรี มีผู้ต้องขังหญิงที่มีความรู้ ความสามารถชำนาญแขนงวิชาชีพต่างๆ จะพ้นโทษในเดือนกันยายน ๒๕๖๐ จำนวน ๑๙ คน เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรม และประกอบการต่างๆ มีความประสงค์จ้างแรงงานผู้ต้องขัง
สำหรับผู้ต้องขังหญิง ที่จะพ้นโทษมีวิชาชีพดังนี้ เย็บจักรอุตสาหกรรม จำนวน ๑๙ คน ประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน ๖ คน เย็บจักรอุตสาหกรรม จำนวน ๘ คน และเย็บ ปัก ถัก ร้อย จำนวน ๕ คน โรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานประกอบการต่างๆ หากมีความสนใจติดต่อได้ที่ทัณฑสถานหญิงชลบุรี หมายเลขโทรศัพท์ ๐๓๘ – ๒๘๒00๒ ในวันและเวลาราชการ
ปริญญา/ข่าว
องค์กรทหารผ่านศึก รับสมัครทหารผ่านศึกนอกประจำการ ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ เข้ารับการอบรมวิชาชีพ
นางปานทิพย์ อุ่นจิตติ ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชลบุรี เปิดเผยว่า องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความประสงค์จะรับสมัครทหารผ่านศึกนอกประจำการ ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ เข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่กอฝึกอาชีพและพัฒนาฝีมือ ฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ โดยหน่วยงานภาคเอก ๓ หน่วยงานเข้าร่วมโครงการได้แก่ บริษัท เอสซีจี สกิลส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัท เดอะมอบบ์กรุ๊ป จำกัด และบริษัท วิงสแปนเซอร์วิส จำกัด หลักฝีกอบรมแล้วรับสมัครเขาทำงานทันที
ทหารผ่านศึกนอกประจำการ ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปภัมภ์ โดยกองอาชีพ ฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ โทรศัพท์หมายเลข ๐๒ – ๓๕๔๘๕๘๗ ต่อ ๒๔๘ – ๒๘๗
ปริญญา/ข่าว
**********************************
กระทรวง DE ยกระดับ “ศูนย์ดิจิทัลชุมชน” ส่งเสริมสินค้าชุมชนค้าขายออนไลน์มูลค่า 200 ล้านบาท
สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)ยกระดับศูนย์ดิจิทัลชุมชน เป็นศูนย์บ่มเพาะและสนับสนุนการทำการค้าออนไลน์สำหรับชุมชน (Village E-Commerce Incubation Center) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำการค้าบนโลกออนไลน์ เป้าหมายกระตุ้นการซื้อมูลค่า ๒๐๐ ล้านบาท
นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า การพัฒนาต้นแบบหมู่บ้าน/ชุมชนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Village E-Commerce) ภายใต้โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน กิจกรรม : Village E-Commerce (ศึกษาและพัฒนา Village E-Commerce) ตามนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งหวังการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยการวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบให้ขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง การสร้างความพร้อมภาคประชาชน ให้เกิดการรับรู้และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล จากปัญหาของผู้ประกอบการชุมชนที่มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ แต่ขาดโอกาสในการขายให้กับลูกค้านอกพื้นที่ชุมชน เทคโนโลยีจึงเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาดังกล่าว โดยทักษะและความสามารถของผู้ประกอบการชุมชน ที่ไม่เพียงพอ สามารถขอคำปรึกษาและสนับสนุนได้จากศูนย์บ่มเพาะที่จัดตั้งขึ้น โดยมีวิทยากรดูแลผู้ประกอบการชุมชน ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ โดยโครงการมีเป้าหมายในการยกระดับศูนย์ดิจิทัลชุมชน ให้เป็นศูนย์บ่มเพาะและสนับสนุนการทำการค้าออนไลน์สำหรับชุมชน พัฒนาวิทยากร
E-Commerce ชุมชน จำนวน 600 ราย ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการชุมชน เกษตรกร ในท้องถิ่น จำนวน ๖,๐๐๐ ราย ให้มีร้านค้าออนไลน์ ๔,๕๐๐ ร้านค้า อีกทั้งการผลักดันให้เกิดมูลค่าการซื้อสินค้าสูงถึง ๒๐๐ ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการชุมชน เตรียมตัวสำหรับกิจกรรมส่งเสริมร้านค้าออนไลน์ให้กับชุมชนของ โดยโครงการฯ ผนึกร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (Thailandpostmart.com) เทพช็อป (lnwshop.com) ไทยแลนด์มอล (Thailandmall.net) บริษัท พันธวณิช จำกัด (www.pantavanij.com) อ.ต.ก.(www.ortorkor.com) และ กรมส่งเสริมสหกรณ์ (www.coopshopth.com) โดยสมัครเข้าร่วมโครงการ และติดตามกิจกรรมต่างๆได้ที่เว็บไซต์ ecommerce.onde.go.th เฟซบุ๊ก @VillageecommerceTH ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ ๐๒ – ๘๘๙๒๑๓๘ ต่อ ๖๓๑๒ หรือ มือถือ ๐๘๕ – ๓๗๗๖๘๑๐
ปริญญา/ข่าว
****************************************
กองทุน “เฉลียว อยู่วิทยา” บริจาคที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โรงเรียนศึกษาพิเศษชลบุรี เพื่อให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวสามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ
นางสรวีย์ ดอกกุหลาบ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๑๒ จังหวัดชลบุรี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาพิเศษชลบุรี เปิดเผยว่า โรงเรียนศึกษาพิเศษชลบุรี เปิดให้บริการนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ที่ไม่สามารถเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนปกติทั่วไปได้ให้มีโอกาสเข้าเรียน และได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๙ โดยใช้อาคารเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๑๒ จังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราวเนื่องจากยังไม่มีอาคาร สถานที่ และปัจจุบัน มูลนิธิ เฉลียว อยู่วิทยา โดยคุณปนัดดา อยู่วิทยา ได้บริจาคที่ดินในตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จำนวน ๓๕ ไร่ พร้อมก่อสร้างอาคารเรียน สำหรับโรงเรียนศึกษาพิเศษทั่วประเทศมีเพียง ๔ แห่ง และจังหวัดชลบุรี เป็นแห่งที่ ๕ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนเนื้อที่ ๓๕ ไร่ ที่มูลนิธิ เฉลียว อยู่วิทยา โดยคุณปนัดดา อยู่วิทยา เป็นผู้บริจาคที่ดิน
นางสรวีย์ ดอกกุหลาบ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๑๒ จังหวัดชลบุรี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาพิเศษชลบุรี กล่าวอีกว่า คุณสมบัติของผู้สมัครต้องเป็นบุคคล ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ผู้ที่เข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ต้องมีอายุครบ ๗ ปี บริบูรณ์ และสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ ที่สำนักงานชั่วคราว ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๑๒ จังหวัดชนบุรี ตำบลหนองชาก อำเภอบ้าบึง จังหวัดชลบุรี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ๐๖๑-๔๓๒๓๑๗๑ และ ๐๙๑-๒๓๕๗๗๙๕
ปริญญา/ข่าว
**************************************
สธ. เตรียมแผนรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีอีซี
กระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกในพื้นที่เขตอุตสาหกรรม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา คาดว่าจะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ถึง 13 ล้านคน ในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมาย “เพื่อประชาชนสุขภาพดี โรงพยาบาลมีคุณภาพ นักท่องเที่ยวเข้าถึงบริการ สร้างรายได้ และชื่อเสียง ให้ประเทศชาติ”
นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเขตสุขภาพที่ 6 ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแผนพัฒนาด้านสาธารณสุข รองรับนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ (Eastern Economic Corridor : EEC) ของรัฐบาล ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ของประเทศ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชั้นนำของเอเชียเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีด้านอุสาหกรรมและการท่องเที่ยวรวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชน ซึ่งคาดว่าในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า จะมีประชาชน คนวัยทำงาน และนักท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก ๒.๘ ล้านคน เป็น ๑๓ ล้านคน
นายแพทย์เจษฎากล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข มีแผนรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ภาคตะวันออก ในระยะ ๓ ปีแรก (ปี ๒๕๖๐ – ๒๕๖๒) เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์และสาธารณสุข และศักยภาพการให้บริการด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศสอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมในพื้นที่ นอกจากนี้ ได้วางแผนและบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงพยาบาลรัฐทุกสังกัด ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมดังกล่าว โดยยกระดับขีดความสามารถ เพิ่มจำนวนเตียง เพิ่มห้องผ่าตัด หอผู้ป่วยหนัก ไอซียูทารกแรกเกิด ยูนิตสำหรับผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก พัฒนาคุณภาพมาตรฐานห้องอุบัติเหตุและระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน แผนจัดการภัยพิบัติและสาธารณภัยที่ครอบคลุม ทั้งการขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล มีแผนรองรับสถานการณ์การระเบิด/รั่วของสารเคมี รังสี น้ำมัน พัฒนาคลินิกอาชีวเวชศาสตร์ในโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ระบบบริการปฐมภูมิ ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค อนามัยสิ่งแวดล้อมและป้องกันภัยคุกคามอื่นๆ รวมทั้งการผลิตและฝึกอบรมบุคลากรสาขาอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมอาทิ แพทย์ประจำบ้านสาขาอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม พยาบาลเฉพาะทางอาชีวอนามัย เป็นต้น
นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันวางแผนรองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical Hub) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) สร้างโรงพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงในเขตอุตสาหกรรม หรือเมืองใหม่ ตั้งศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่น ทันตกรรม ความงาม ห้องปฏิบัติการ การเชิญชวนโรงเรียนแพทย์ ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศมาจัดตั้งในพื้นที่ สนับสนุนและกำกับมาตรฐานของธุรกิจบริการสุขภาพ เช่น โรงพยาบาลเอกชน สปา เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระยะยาว (Long Stay for Health) ให้ผ่านการรับรองคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล
ปริญญา/ข่าว
**************************************
สธ. เร่งสร้างความมั่นใจระบบดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เน้นความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการ
กระทรวงสาธารณสุข เร่งสร้างความมั่นใจการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เน้นความปลอดภัยทั้งผู้ป่วย และผู้ให้บริการด้วยระบบคัดกรองที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินรักษาอย่างรวดเร็ว แยกผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ เพิ่มมาตรการป้องกันการบุกรุกห้องฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในรูปแบบห้องฉุกเฉินคุณภาพ หรือ ER คุณภาพ
นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลชลบุรี ว่า สถานการณ์ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ร้อยละ๖๐ เป็นผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน เช่น ทำแผล ฉีดยา เป็นไข้มาหลายวัน เป็นต้น และยังมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้อยละ๗๐ – ๙๐ เกิดที่ห้องฉุกเฉิน เช่น การทะเลาะวิวาทในห้องฉุกเฉินจากคู่กรณีของผู้ป่วย ตามมาทำร้ายร่างกายถึงโรงพยาบาล และความไม่พอใจในการบริการ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินวิกฤต ทำให้ผู้รับบริการที่ไม่ฉุกเฉินจริงต้องรอนาน เป็นต้น
ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เร่งจัดทำ “คู่มือห้องฉุกเฉินคุณภาพ” เพื่อคัดกรองผู้ป่วยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเวลา 3 เดือน เน้นความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ (Patient and Personnel Safety : 2P Safety) ให้ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ไม่ให้นานกว่า ๔ ชั่วโมง แยกผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงเพื่อควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ มีการประชาสัมพันธ์รายละเอียดและข้อมูลการรักษาที่หน้าห้องฉุกเฉิน ได้แก่ ระบุจำนวนผู้รับบริการภายในห้อง ระบุสีเพื่อแสดงอาการผู้ป่วย เช่นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว ให้ผู้ที่รอรับบริการทราบเวลาในการเข้ารับการรักษา รวมทั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัย ให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ เช่น มีระบบความปลอดภัยในการเข้า-ออก ห้องฉุกเฉิน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำ ๒๔ ชั่วโมง และพัฒนาบุคลากรในแต่ละสาขาวิชาชีพให้เพียงพอ ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน พยาบาลเฉพาะทาง และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งเน้นการใช้รถพยาบาลอย่างปลอดภัย โดยการติดตั้งกล้อง CCTV ระบบจีพีเอสในรถพยาบาล เพื่อป้องกันอันตราย และกำกับดูแลให้พนักงานขับรถปฏิบัติงานตามกฎระเบียบที่กำหนดมาตรการไว้
นายแพทย์เจษฎากล่าวต่อว่า สำหรับห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินโรงพยาบาลชลบุรีในปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการทั้งในและนอกเวลาราชการ จำนวน ๑๕๕,๑๓๘ คน เกินกว่าครึ่งเป็นผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน ทำให้มีผลกระทบต่อการจัดการผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตจริง จึงได้จัดระบบบริการดูแลผู้ป่วยห้องฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ เป็น ๒ ระบบ คือ ๑.กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตและมีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว (Fast track) คัดแยกและให้บริการที่ห้องฉุกเฉินตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๒.กลุ่มผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินและไม่วิกฤต จัดบริการที่ห้องตรวจนอกเวลาราชการ เพื่ออำนวยความสะดวก ในเวลา ๑๖.๓๐ – ๒๔.๐๐ น. ผลจากการจัดบริการดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤติได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพ ลดภาระงานที่ไม่ฉุกเฉินในห้องฉุกเฉิน เพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการให้บริการได้ดีขึ้น ซึ่งจะได้นำตัวอย่างที่ดีไปขยายผลกับโรงพยาบาลทั่วประเทศต่อไป
ปริญญา/ข่าว
***************************************

 

หนังสือพิมพ์ อีเล็กทรอนิก ชลบุรีนิวส์.คอม www.chonburinews.com
เลขที่ 18/8 หมู่ 3 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110
E-Mail : voonvaytv9@hotmail.com, voonvaytv9@gmail.com โทร. 086 - 8153232 , ( 038 ) 772887 แฟกซ์ ( 038 ) 327975
Webmaster by mernsai@gmail.com Tel 088 - 2200219 All site contents copyright © 2008